<< Go Back 

                 ประเพณีฟ้อนผีฟ้า วัฒนธรรมของคนโบราณยึดถือลัทธิเทวราชในการดำเนินชีวิต มีพระประมุขเป็นองค์ สมมุติเทพ โดยถวายพระนาม พระเจ้าแผ่นดินว่าผีฟ้า ต่อมาคนไทยได้ยึดถือธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิต แต่ยังมิได้ละเลยต่อความเชื่อในด้านภูตผีวิญญาณแบบดั้งเดิม ทั้งนี้มี ผลมาจากความเชื่อที่ว่าคนเราเมื่อตายไปแล้ววิญญาณจะยังคงอยู่ ดังเช่นในตอนท้ายในการทำบุญพิธีทุกครั้งจะต้องมีการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ แก่ญาติพี่น้องผู้ล่วงลับไปแล้วความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอัญเชิญให้สิ่งเหล่านี้มาร่วมในพิธีกรรมต่างๆ ยังคงยึดถือปฏิบัติมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ในพิธีกรรมทุกอย่างจะมีบทกล่าวนำเรียกชุมนุมเทวดา เพื่ออัญเชิญเทพกเฬวรากและภูตผีปีศาจทุกระดับชั้นมาร่วมพิธี
                  ทั้งนี้ ยังแสดงถึงความพยายามของคนไทยที่จะนำเอาโลกมนุษย์เข้าไปรวมกับโลกของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนมากคนไทยจะนับถือด้วยการ เอาอกเอาใจ เพื่อขอความกรุณาปรานีและช่วยเหลือในยามตกทุกข์ได้ยาก แต่ก็ยังมีบางคนที่สามารถบังคับภูตผีด้วยเวทย์มนต์คาถาไปกระทำการงาน ดังที่ดังที่ตนได้กำชับไป บางรายก็บังคับผีให้ไปเข้าสิงสู่ร่างคน เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดป่วยหรือไม่สามารถกระทำงานใดๆได้ อาการของผีที่เข้าสิงร่าง มนุษย์มีหลายแบบ เช่น ถ้าสิงร่างคนปกติจะมีกริยาท่าทางเปลี่ยนไปทันที เป็นต้นว่าอยู่ดีๆ เกิดตัวสั่นเป็นลมล้มชักตาตั้ง ร้องไห้ไม่หยุด หากเป็นคนไข้ที่นอนซมป่วยอยู่ก่อนแล้ว เชิญแพทย์มารักษาก็ไม่หาย อย่างนี้ไปหาหมอผีมาทำพิธีรักษาตามตำหรับที่ได้ร่ำเรียนมา เริ่มตั้งแต่ถามไถ่ ว่าผีอะไรมาเข้าสิงผู้ป่วย หากเป็นผีปู่ตามาเข้าสิงก็รักษาง่ายเพียงให้คนแก่ในบ้านจัดดอกไม้ธูปไว้ไหว้ขอขมาก็หาย สำหรับผู้ที่ป่วยอาการรักษายาก มีอาการน่าเป็นห่วง รักษาเท่าใดก็ไม่หาย อาการมีแต่ทรงกับทรุด แบบนี้ต้องไปตามหมอพระมาตรวจดูอาการไข้ รวมทั้งหมอผีจะอัญเชิญผีฟ้า มาช่วยรักษาเพราะพวกหนึ่งเป็นฝ่ายธรรมะ อีกพวกหนึ่งเป็นฝ่ายภูตผีปีศาจ ย่อมมีวิธีการที่ดีกว่า นอกจากผีฟ้าจะช่วยรักษาคนป่วยแล้ว หากผู้ป่วยรายใดผีฟ้ารักษาไม่ได้ หมอผีจะหันไปหาเจ้าพ่อ เพื่อถามเรื่องดวงชะตาของผู้ป่วยให้แน่ชัดถึงฆาตหรือยัง


ที่มารูปภาพ : http://www.hoteldirect.in.th/เทศกาล/ชัยภูมิ/ประเพณีรำผีฟ้า.html

                    ความเชื่อเหล่านี้สืบเนื่องมานาน นับตั้งแต่ยุคสมัยที่แผ่นดินอีสานยังเป็นป่ารกทึบ การไปมาหาสู่ลำบากลำบนและเต็มไปด้วยอันตราย จากสัตว์ร้าย ผีฟ้า คือตัวแทนอำนาจที่อยู่เหนือสิ่งมีชีวิต คอยบันดาลความสุข รักษาให้หายจากภัยแห่งโรค ด้วยวิธีการฟ้อนซึ่งมักจะสำเร็จทุกราย แต่ผีฟ้าเหล้านี้ขึ้นตรงต่อพระองค์เจ้าตื้อแห่งภูพระ ซึ่งเป็นภูเขาเตี้ย ๆ อยู่ในท้องที่ตำบลนางเสียว อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ห่างจากศาลากลางจังหวัด ไปทางทิศเหนือ 12 กิโลเมตร พระเจ้าองค์ตื้อเป็นพระพุทธรูปลาย จำหลักนูนต่ำติดแผ่นผา นั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ขวาวางอยู่ที่พระเพลา พระหัตถ์ซ้ายวางพาดอยู่ที่พระชงฆ์ ขนาดหน้าตัก

                    5 ฟุต สูง 7 ฟุต รอบข้างปรากฏเป็นรอยแกะหินปูนพระสาวกอีก 7 องค์ บรรดาผีฟ้าต่างก็เป็นบริวารของพระองค์เจ้าตื้อ ส่วนร่างทรงก็จะถ่ายทอดกันต่อๆไป จากยายสู่แม่ จากแม่สู่ลูกสาว เขามีวิธีเชิญมีวิธีบอก แยกย้ายกันอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ เมื่อถึงปีร่างทรง เหล่านี้ก็จะมารวมตัวกันที่นี่ มาฟ้อนไหว้พระองค์เจ้าตื้อ ลูกศิษย์ของเขาก็จะติดตามมาเป็นขบวนใหญ่ มีการรวมเงินทองมาทำบุญ สร้างถาวร วัตถุต่างๆขึ้น ผู้คนที่เดินทางมาสักการบูชาพระเจ้าตื้อ มักจะขออะไรก็สมปรารถนา บางคนอาจมาขอบนลูก มิช้านานก็สัมฤทธิ์ผล ต่อจากนั้น ก็เข้าสู่ขั้นตอนในการประกอบพิธี


ที่มารูปภาพ : http://www.hoteldirect.in.th/เทศกาล/ชัยภูมิ/ประเพณีรำผีฟ้า.html

เครื่องประกอบพิธีมีดังนี้
           1. พระองค์เจ้าตื้อ
           2. คนทรง ( นางเทียม )
           3. สิ่งของที่ผีฟ้าอยากได้
           4. หมอแคน
           5. พุ่มบายศรี
           6. ผ้าไตร
           7. ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ที่ทำจากกระดาษสี

         
             ที่มารูปภาพ : http://women.postjung.com/682689.html
                  ที่มารูปภาพ : http://img695.imageshack.us/img695/671/khonk3021.jpg

ขั้นตอนในการประกอบพิธี  

                    การฟ้อนผีฟ้าจะกระทำขึ้นในระหว่างวันขึ้น 13 ถึง15 ค่ำ เดือน 5 คือเดือนเมษายน และ ในวันเข้าพรรษา ออกพรรษา ซึ่งประชาชน ไปทำบุญกันมาก ความหมายของการกลับสู่เหย้าของชาวอีสานนั้น นอกจากมากราบไหว้ผู้บังเกิดเกล้าของตนแล้ว เขาจะพากันไปกราบไหว้ พระเจ้าตื้อ นอกจากนั้นยังมีการร่ายรำบางสรวงที่เรียกว่า ฟ้อนผีฟ้า เพื่อเป็นการเส่นสรวงที่พระองค์เจ้าตื้อ ได้บันดาลให้พวกเขามีความร่มเย็น เป็นสุขในรอบปีที่ผ่านมาอีกด้วย นางเทียมทุกคนจะนั่งสงบในท่าสมาธิ และ ประนมมือ ในระหว่างทำพิธีจะมีหมอแคนขับกล่อมนางเทียม เมื่อผีฟ้าเข้าสิงจะมีอาการตัวสั่น กระทืบเท้า แล้วสั่งให้หาเครื่องแต่งตัวตามที่ชอบมาสวมใส่ ซึ่งแต่ละคนจะทราบแล้วว่าแต่ละองค์นั้น ชอบแต่งตัว ชนิดใด เช่นผีฟ้าผาแดง ชอบผ้าสีแดง สไบแดงและดอกไม้แดง เป็นต้น บางคนก็โพกผ้าขามม้าผ้าไหม เคี้ยวหมากพลู กินเหล้า บางคนก็สูบบุหรี่ ผสมพริกขี้หนู โดยปราศจากอาการไอหรือจาม เมื่อแต่งตัวเสร็จก็ลุกขึ้นรำ บางองค์ ก็ลุกขึ้นร่ายรำเป็นจังหวะเข้ากับเสียงแคน สุดแต่ทำนอง แคนจะพาไป ซึ่งโดยมากเป็นพญาลอบทจรนี้ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า " ล่องโขง " บ้าง " แมลงภู่ชมดอกไม้ " บ้าง ชาวบ้านตามแถบนั้นถ้าใคร เจ็บป่วยต้องการอยากรู้ข่าวถึงญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกลว่าเป็นอย่างไร โดยมากมักจะบอกได้เป็นที่ถูกต้อง แผ่นหินที่แกะสลักเป็นรูปพระเจ้าองค์เจ้าตื้อ แห่งภูพระได้เหลืองอร่ามด้วยแผ่นเปลวที่ผู้คนนำมาปิด ยามลมอ่อนโชยมาเกิดประกายระยิบระยับ อีกทั้งเบื้องหน้าดาด้วยพุ่มบายศรีขนาดเล็ก ที่ชาวบ้านทำมากับมืออย่างง่าย ๆ ด้วยวัสดุที่หาได้ ไม่ว่าจะเป็นใบตองที่นำมาจับพับเป็นรูปเสียงอยู่ด้วยดอกลั่นทมที่เก็บมาจากต้น ซึ่งขึ้นอยู่รอบ ภูพระ บ้างก็เป็นกระป่องเก่าปักด้วยต้นไม้เงินต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ที่ทำจากกระดาษสา พร้อมผ้าไตรที่นำมากราบกราน เนื่องจากพระเจ้าตื้อเป็น พระต้องมีการบวงสรวงด้วยผ้าไตร ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา ได้กล่าวไว้ว่า ถ้าต้องการเลิกพิธีผีฟ้ามีธรรมเนียมอยู่ว่า นางเทียมคนนั้น ต้องเข้าไปกราบเครื่องสังเวยอาการสิงก็จะหายไปและกลับคืนเป็นปกติ ยามที่นางเทียมเป็นคนปกติ หากเข้าไปถามถึงเหตุการณ์ตอนที่เข้าทรง ผีฟ้าเมื่อสักครู่แล้ว แม้นางเทียมจะทบทวนอยู่นานก็นึกไม่ออกว่าได้พูดอะไรไปบ้าง ปกติปีหนึ่งจะมีการนัดมาฟ้อนผีฟ้าที่หน้าพระเจ้าองค์ตื้อกัน 4 ครั้ง คือ ช่วงเดือน 3 เดือน 5 เข้าพรรษาและออกพรรษา แต่ระหว่างวันขึ้น 13 ถึง 15 ค่ำ เดือน 5 หรือ ช่วงสงกรานต์จะมีมามากเป็นพิเศษ

ที่มาข้อมูล : http://prapaneethai.blogspot.com/2010/11/blog-post_30.html

    << Go Back